ผลงานเอ็นเทรนนิ่ง

หน้าแรก / ผลงานเอ็นเทรนนิ่ง

เทคนิคการบริหารข้อมูลเพื่อลดค่าใช้จ่าย

วันนี้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียน"แนวคิดและเทคนิคการบริหารข้อมูลเพื่อลดค่าใช้จ่าย" ครับ การบริหารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักรู้ความสำคัญของการใช้และจัดการข้อมูล ข้อเท็จจริง แนวทางการบริหารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพได้แก่ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปได้ง่าย รวดเร็ว แต่ต้องให้ข้อมูลถูกจัดเก็บด้วยความปลอดภัย การทำให้ฐานข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกับส่วนงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ มีการอัพเดต แก้ไข ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา นำข้อมูลไปใช้ในการบริหารจัดการงาน เป้าหมาย KPI Productivity ต่างๆเพื่ิอให้เกิดประโยชน์มากกว่าการจัดเก็บเพียงอย่่างเดียว วันนี้ได้ใช้กระบวนการSolution Coachingอีกแล้วครับ

Office No Syndrome

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่มาทีหลัง วันนี้จึงดีใจมากที่ได้มา ชวนคิด ในหลักสูตร Public ของทางสภาอุตสาหกรรม ให้กับกลุ่มบุคลากรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองและทีมงาน ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าความรู้เพียงอย่างเดียว ทำให้เราสุขภาพดีได้ คงไม่มีหมอคนไหนป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมอเราเองอายุขัยสั้นกว่าคนไข้เสียอีก กรอบความคิด ในการดูแลสุขภาพ จึงมีความสำคัญเสียยิ่งกว่า ความรู้ เราอาจ Teach เพื่อให้เขามีความรู้ได้ แต่เราไม่อาจ Teach เพื่อให้เขาเปลี่ยนกรอบความคิดได้ ตัวกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย Brain Based Coaching Process จึงสำคัญเสียยิ่งกว่าความเชี่ยวชาญในฐานะแพทย์ของตัวผมเอง วันนี้สิ่งที่ผู้เรียนชอบที่สุด จึงไม่ใช่เนื้อหาความรู้เรื่องโรค แต่เป็นการได้เห็นที่มาของการกระทำตนเอง และคนอื่นๆ เป็นการได้เห็นเทคนิคการข้ามหลุมพราง ด้วยการไม่สร้างข้อจำกัดให้ตนเอง เป็นการได้ออกแบบการออกกำลังกายด้วยตนเองได้ทันที โดยผมไม่ต้องบอกรายละเอียดวิธีการ การได้เห็นผู้เรียนตั้งใจเขียน การบ้าน ของตนเอง จึงช่วยสร้างความมั่นใจในกระบวนการ Coach ของตัวผมเองมากขึ้น อ้อ ข่าวดีคือ ทางสภาอุตสาหกรรม ให้ส่งหลักสูตร Brain Based Leadership เพิ่มทันที เพราะชอบในกระบวนการ มากกว่าตัวเนื้อหาครับ ต้องขอบคุณมากครับที่เห็นคุณค่าของ สมอง

Section or Step

Section or Step ในการสอนหรือบรรยายในหนึ่งวัน ปกติวิทยากรส่วนใหญ่จะแบ่งการสอนออกเป็น 4 ช่วง ช่วงละ 60-90 นาที เพื่อไม่ให้ สมอง ของผู้เรียนล้าจนไม่มีสมาธิ เวลาเราออกแบบการสอน เราก็จะออกแบบให้ทั้ง 4 ช่วงมีความสอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกัน แต่วันนี้คำคู่ที่ตกผลึกเพิ่มกับตัวเองคือ เรากำลังออกแบบกระบวนการสอนที่สอดคล้องเกี่ยวเนื่องนั้นเป็น Section (Part) หรือ Step (Process) Section ความหมายคือ เนื้อหาทั้ง 4 ช่วง เป็นชิ้นส่วน Jigsaw แต่ละชิ้น ที่กำลังจะมาประกอบกันเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์ ส่วน Step ความหมายคือ เนื้อหาทั้ง 4 ช่วง มีขั้นตอน จาก 1 2 3 4 เพื่อให้ได้ผู้เรียนผ่านกระบวนการในแต่ละขั้น แล้วจึงได้ผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งด้วยกระบวนการสอน Training & Group Coaching ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากอาจารย์ปกรณ์ จึงทำให้ผมออกแบบหลักสูตรเป็น Step เพื่อสร้างกระบวนการ Coaching Process ให้กับผู้เรียน แม้เป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่สำหรับตัวผมเอง รู้สึกมีประโยชน์มากสำหรับการสร้าง Awareness ให้ตัวเรา เวลาที่จะเขียน Content ในแต่ละช่วง ให้ได้ผลลัพธ์ในแต่ละ Step ตาม Process และส่งผลต่อเนื่องมาในเวลาสอน เพราะเราจะ Focus ในการจับสัญญาณผู้เรียนว่า ผู้เรียนผ่านแต่ละ Step แล้วหรือไม่ สมองของเราจึงจดจ่ออยู่กับผู้เรียนโดยอัตโนมัติ สำหรับผม ข้อดีเวลาที่เราออกแบบกระบวนการสอนเป็น Step ทำให้เราเชื่อมั่นผลลัพธ์หลังการสอน ไม่ใช่เพราะตัวเรา เป็นผู้สอนที่เก่ง แต่เพราะเชื่อมั่นว่า Process ที่เราเลือกใช้มีประสิทธิภาพที่จะทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลง

Mind Map Thinking

วันนี้มีโอกาสเข้าไปนำเสนอหลักสูตรให้กับทางผู้บริหารฝ่าย HR เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับหลักสูตร Mind Map Thinking แต่คุยกันยาวไปจนถึงแนวทางการวางแผนระยะสั้น-กลาง-ยาวเกี่ยวกับโปรแกรมการสร้าง Talent & Successors (แบบเร่งด่วน) แนวทางพัฒนากลุ่มผู้จัดการเพื่อก้าวสู่ Successors ขององค์กรจากที่แลกเปลี่ยนกันจะครอบคลุมดังนี้ Know yourself ผู้จัดการรับรู้ศักยภาพของตัวเองที่เป็นคุณค่าและจุดแข็งที่สอดคล้องกับTeam Value & Core Value ทักษะการคิดและการบริหารงานเชิงกลยุทธ์ Situation Leadership To Be Good Coach การสร้างและพัฒนาทีมงานตามศักยภาพด้วยเทคนิคการโค้ช การพัฒนา competency ด้านอื่นๆ ที่สำคัญสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นอีกหนึ่งวันที่คุ้มค่าและทำให้มองเห็นศักยภาพของตัวเองในการมองภาพของการพัฒนาคนในระดับเชิงลึกที่มากขึ้นครับ

การสอนงานสไตล์โค้ช

Coaching การสอนงานสไตล์โค้ช หลักสูตร 2 วัน ที่สถาบันสิรินธร ด้วยตัวหลักสูตร ทำให้ 2 วันนี้ ได้ทำให้มีโอกาส โค้ชสด หลายครั้ง ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ การเข้าใจความหมายของการโค้ช โดยไม่ไปขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของผู้เรียน แสดงให้ดู ชวนมองหาความแตกต่าง แล้ววิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปจากความต่าง โดยไม่เปรียบเทียบว่าของใครดี ของใครถูก ผู้เรียนจะเชื่อมโยงความต่างที่เห็นนั้น เพื่อมองหาโอกาสที่เหมาะสม เพื่อนึกถึงใครที่ถูกจริต เพื่อนึกถึงหัวข้อที่จะนำไปใช้ ได้ด้วยตนเอง แม้ว่าการ โค้ชสด เป็นการโค้ชช่วงสั้นๆ ผลลัพธ์หลังการโค้ช จึงเป็นความท้าทายหรือแม้กระทั่งหลุมพรางของผู้สอน เพราะเราคาดหวังคำตอบจากผู้เรียนที่เป็นโค้ชชี่ไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือเชื่อมั่นในกระบวนการ แต่ประโยชน์จากการใช้ โค้ชสด เชิงปฏิบัติการจริง จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและเชื่อมั่นในกระบวนการโค้ชได้อย่างแท้จริง ผมเองก็ยังต้องฝึกฝนการเป็นโค้ชอย่างต่อเนื่อง เพราะโค้ช เป็นทักษะ ผมเองขึงต้องหมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ ไม้น้อยกว่าผู้เรียนเลย

โปรแกรมพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

จบโปรแกรมทั้งสองรุ่นเป็นที่เรียบร้อยครับ เป็นโปรแกรมที่เพิ่มการตระหนักรู้และพัฒนาความละเอียดทั้งผู้เรียนและผู้สอนมากพอสมควร... "ผู้เรียน" ตระหนักรู้ความสำคัญของการใช้ข้อมูลอ้างอิงได้กับสาเหตุต่างๆของปัญหาที่วิเคราะห์ การละเอียดกับประเภทของข้อมูลและการนำไปใช้ การสร้าง scenario ทางเลือกและเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจก่อนนำเสนอ "ผู้สอน" ความแม่นในวัตถุประสงค์ของ Story (เรื่องเล่า ตัวอย่าง ประสบการณ์ผู้สอน) ที่ยกมาประกอบ..เชื่่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนอย่างไร ทำให้เขานึกถึงแค่หนึ่งสไลด์หรือหลายสไลด์ประกอบกัน คำถามที่ใช้ในจังหวะต่างๆ เพื่อชวนคิดนั้น...ผู้เรียนกำลังคิดบนทฤษฎีที่รู้สึกชอบ เชื่อ ใช่...หรือโฟกัสกับเรื่องของเขาจนลืมว่าฟังเนื้อหาอะไรอยู่ การตอบคำถามที่เป็นตรรกะเชิงลึก(ผู้ถามมีscenarioของคำถามอยู่)...ด้วยการตอบแบบone shotกับscenarioเดิม หรือตอบแบบให้เขาสร้างscenarioใหม่ของเขาเอง การถอดบทเรียนสิ่งที่เกิดขึ้นในคลาสนี้ (ของตัวเอง) ช่วยเพิ่มความละเอียดในการสอนครั้งต่อๆไปได้มากเลยครับ

คิดและทำอย่างไคเซ็น

หนึ่งตัวอย่างที่ผู้เรียนนำเสนอผ่าน Workshop ในวันนี้ หลุมพรางที่สกัดกั้นคิดอย่างไคเซ็น (Fix Mindset) - ใช้แต่วิธีการเดิมๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลง(Comfort Zone) เหตุการณ์ที่เกิดหลุมพรางนี้ - รับKPIมาให้ต้องCost Down 10% สาเหตุของความคิดเชิงลบ - ขาดความเชื่อมั่นในความสามารถที่มี - กังวลกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นมากเกินไป - หลีกเลี่ยงการทำงานที่ยุ่งยาก เทคนิคเอาชนะหลุมพราง(สร้างGrowth Mindset) - มองเห็นประโยชน์และคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่น - มองผลลัพธ์เป็นประสบการณ์ - พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง สร้างกรอบความคิดอย่างไคเซ็น(Kaizen Mindset) - การทำงานอย่างเป็นระบบด้วย เป้าหมาย->แผนงาน ->ปฏิบัติ ->ติดตามผล ->ปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสม - การเลิก...ลด...เปลี่ยน สิ่งที่ไม่จำเป็น(ความสูญเปล่า) - การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง Solution Tools ที่เลือกใช้ - Strategic Goals - Cause & Effect Diagram - 80:20 - P-D-C-A ผลลัพธ์ที่คาดหวัง - ได้แนวทางใหม่ๆในการทำงาน - ลดต้นทุนได้ตามเป้าที่ได้รับ การออกแบบ Workshop เพื่อให้ผู้เรียนนำหลักการและเครื่องมือที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้กะบเหตุการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ ช่วยให้มองเห็นศักยภาพที่เขามีอยู่และเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ Commitment ของการเปลี่ยนแปลงหลังการอบรมได้จริงครับ

Leadership Mindset

วันที่สองของโปรแกรม Leadership Mindset แล้วครับ เนื้อหาวันนี้จะมุ่งเน้นที่การบริหารผลปฏิบัติงานของทีมงานด้วยกรอบความคิดแบบใหม่ที่ได้พัฒนาจากเนื้อหาวันแรก การใช้ Roleplay บทบาทสมมติเป็นหลักเพื่อให้ผู้เรียนได้มองเห็นการนำทฤษฎีมาปฏิบัติกับเหตุการณ์จริง ทำให้เกิดความเข้าใจเขิงลึกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที การมอบหมายงานและติดตามงาน ครบเครื่องเรื่องสอนงานด้วยTeach-Train-Coach การโค้ชทีมงานด้วยเครื่องมือบริหารจัดการงาน(Solution Coaching) การพัฒนาทีมงานตามสถานการณ์ต่างๆ การFeedbackทีมงานอย่างสร้างสรรค์ การบริหารความขัดแย้ง การใช้คำถามโค้ชเพื่อเข้าใจสภาวะต่างๆ ของทีมงานแล้วเลือกใช้บทบาทที่สอดคล้อง ผู้เรียนวันนี้มีความเชี่ยวชาญในการสอนงานด้วยรูปแบบที่แต่ละคนถนัด หัวหน้างานบางคนสอนเคล็ดวิธีให้ปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว หัวหน้างานบางคนให้ท่องจำแล้วนำไปปฏิบัติตาม หัวหน้างานบางคนทำไปด้วยสอนไปด้วย หัวหน้างานบางคนบอกให้ทีมงานทำตามstep by step ซึ่งวิธีดังกล่าวช่วยให้ทีมงานปฏิบัตของตัวเองแล้วเสร็จ เทคนิค"ครบเครื่องเรื่องการสอนงาน (Teach - Train - Coach) ช่วยให้หัวหน้าสร้างกรอบความคิดของการสอนงานแตกต่างจากเดิม ที่สอนโดยใช้แนวทางที่ถนัดต่อยอดด้วยทักษะโค้ชโดยใช้คำถามโค้ชผสมผสานเข้าไปในจังหวะที่อยากให้เขาคิดได้ด้วยตังเอง ทำให้การพัฒนาทีมงานมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นครับ ขอบคุณผู้เรียนทุกท่านที่ร่วมเรียนรู้ตลอดสองวันและร่วมRoleplayการสอนงานและการพัฒนาทีมงานตลอดทั้งวันครับ

หมวก 6 ใบกับการประยุกต์ใช้

วันนี้กับ หลักสูตร หมวก 6 ใบกับการประยุกต์ใช้ พฤติกรรมต่างๆของเรา มีที่มาจากสิ่งที่อยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง หรือ จิตใต้สำนึก (Subconscious) หมวก แทนความหมายของ บทบาท (Role) ... หมวกที่เราใส่มีผลต่อการแสดงออกของเรา บางครั้งหรือบางสถานการณ์ ที่การแสดงออก ก็อาจขัดกับความเป็นตัวตนของเราได้ การตระหนักรู้ว่า เราสามารถใช้หลักคิดรูปแบบต่างๆ (ตามสีของหมวก) ที่เหมาะสมมาใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้ ก็จะช่วยให้เราลดความขัดแย้งภายในตัวเราได้ กิจกรรม หมวก 6 ใบในวันนี้ ประยุกต์มาจากหนังสือ 6 Thinking Hats โดยการนำหลักคิดของหมวก มาสร้างกิจกรรม ที่ประยุกต์เข้ากับการทำงานของคนในส่วนงาน HRD ที่จะต้องดูแล ให้คำปรึกษาแนะนำ แก่บุคคลากรต่างๆ ในองค์กร ทำอย่างไรจึงจะให้คำปรึกษาในรูปแบบ ที่สอดคล้องกับคนประเภทต่างๆ โดยไม่ขัดแย้งกับผู้มาขอคำปรึกษา และยังคงความเป็นตัวเองได้ หมวกแต่ละสีมีลักษณะการคิดที่มีจุดเด่น และข้อดีที่แตกต่างกัน เหมือนบทบาทต่างๆของคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาเรื่อง การสร้างโปรแกรมการจัดอบรม การพูดคุยกับพนักงานที่มีปัญหา การสื่อสารกับหัวหน้างาน/ผู้บริหาร การให้คำปรึกษากับพนักงาน ที่มีปัญหากับผู้อื่น การให้แนวคิดดำเนินชีวิตกับพนักงานเรื่องการบริหารเงิน การทำกิจกรรม Orientation ให้กับพนักงานใหม่ กิจกรรมการ Show&Share Morning Talk เป็นต้น นับเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งสำหรับ HR ขอขอบคุณ ผู้เข้าอบรมที่ร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนานในวันนี้

เทคนิคการสร้างกิจกรรมด้วยหมวก 6 ใบ

เทคนิคการใช้หมวกอย่างมีประสิทธิผล คือ... ความสามารถในการแยกแยะปัจจัยที่มีผลกระทบกับพฤติกรรมของตัวเองได้ การเลือกใช้หมวกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์...ทำให้เกิดประโยชน์มากมาย การสร้างกิจกรรมการใช้หมวกที่ดี...สามารถประยุกต์ในเหตุการณ์ต่างๆได้ บทบาท(หมวก) กรอบความคิด(Mindset) ตัวตน(Being) ความละเอียดและความแม่นยำของการใช้หมวก บทบาทต่างๆ ที่เราใช้ในการดำเนินชีวิต...กำหนด "กรอบความคิดและการเลือกใช้คุณค่าของตัวเอง"...ส่งผลต่อคำพูดและพฤติกรรม ที่เราสื่อสารกับผู้อื่น หากเราสามารถเลือกใช้หมวกได้อย่างเหมาะสม...จะทำให้เราไม่ต้องพยายามเปลี่ยนกรอบความคิด เพียงแค่เลือกใช้หมวกชั่วคราว...ก็เปรียบเสมือนการเปลี่ยนกรอบความคิดได้เช่นกัน การฝึกฝนการเลือกใช้หมวกกับทักษะต่างๆ...จะทำให้การสื่อสารของเราดีมากขึ้นทันที ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเรียนรู้กันในวันนี้ครับ

Kaizen Coaching Process

การใช้รูปภาพ/โมเดลชวนคิด.... รูปภาพ/โมเดล 1 รูปที่นิยมใช้ปัจจุบันสามารถใช้ดำเนินการสอนได้หลายแนวทางครับ ใช้อธิบายหลักการ ให้ความรู้ด้วย Teaching ใช้บอกเทคนิค วิธีการนำไปใช้งานด้วย Training ใช้ช่วยแนะนำแนวทางจัดการด้วย Consulting แต่มีอีกหนึ่งแนวทางที่ผมเลือกใช้ในคลาสสอนบ่อยๆ คือ "ใช้ถามเพื่อชวนคิดด้วย Coaching" เช่น จากรูปเป็นโมเดลการใช้หลักไคเซ็น (Kaizen) พัฒนาการทำงาน ในงานนี้มีอะไรบ้างบ้าง ?? (สำรวจตัวเอง) สิ่งที่ต้องทำเพื่อบรรลุมีอะไรบ้าง ?? (สำรวจแผนงาน) สถานการณ์ปัจจุบันเทียบกับ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?? (ประเมินสถานการณ์) มีขั้นตอนใดบ้างที่คิดว่าต้องทำเพราะส่งผลต่อนี้โดยตรง ?? (สำคัญ&จำเป็น) มีขั้นตอนใดบ้างที่ไม่ส่งผลกับนี้โดยตรง แต่คิดว่าต้องทำ?? (ไม่สำคัญแต่จำเป็น) มีขั้นตอนใดบ้างที่ทำแล้วแต่ไม่ส่งผลกับเป้าหมายนี้เลย?? (ไม่สำคัญ&ไม่จำเป็น) เพื่อให้นี้สำเร็จ(ครบทุกด้าน) คุณอยากลด/ยกเลิกขั้นตอนใดบ้าง ?? (กำจัดความสูญเปล่า) คุณคิดว่าจะไปทำอะไรบ้างหลังจากนี้ ??(แผนงานใหม่) การใช้คำถามแบบต่างๆ บนเครื่องมือ รูปภาพ โมเดล ชวนคิดแทนการบอกหรือแนะนำ เพราะวิทยากร&โค้ช เชื่อว่าผู้เรียนมีศักยภาพอยู่แล้ว และหากเขาเป็นผู้คิดแนวทางของตัวเองบนเครื่องมือของเรา เขาจะเกิดความเชื่อมั่นกับแนวทางนั้นมากที่สุดครับ

Analytical and Creative Thinking Innovation

หลักสูตร Analytical&Creative Thinking&Innovation for BD ในวันที่ 2 ใช้กิจกรรม Design Thinking สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้เรียนเป็นทีมงาน R&D ที่ได้รับโจทย์ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้...จึงต้องทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กรอบความคิดต่างๆ แล้วเชื่อมโยงกับการสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเอง กิจกรรม Design Thinking ทำให้ผู้เรียนได้ใช้สมองด้านต่างๆอย่างครบถ้วนตามกระบวนการ จนเกิด Prototype ที่ชัดเจน พร้อมนำไป Test ให้เป็นจริงต่อไป Empathize...เน้นแก่นของ Analytical Thinking Define...เน้นแก่นของ Systematic Thinking Ideate...เน้นแก่นของ Creative Thinking Prototype...เน้นแก่นของ Strategic Thinking การทำให้ผู้มีพื้นฐานและใช้แก่นของการคิดด้านต่างๆที่แม่นยำ...ทำให้การเดินกระบวนการ Design Thinking มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นครับ

การสร้างการตระหนักรู้กับบทบาทต่างๆและพัฒนาทักษะการเป็นหัวหน้างานคุณภาพ

หลักสูตรวันนี้...การสร้างการตระหนักรู้กับบทบาทต่างๆและพัฒนาทักษะการเป็นหัวหน้างานคุณภาพ ตระหนักรู้ศักยภาพ/ความสามารถตัวเอง..ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ตระหนักรู้บทบาท/หมวกที่เลือกสวมใส่ให้สอดคล้องกับสภาวะของทีมงาน ตระหนักรู้ทักษะ/เครื่องมือเพื่อมองเห็นความสำคัญกับการปฏิบัติงานที่จำเป็น ตระหนักรู้พลังของการทำงานเป็นทีมช่วงสร้างความสำเร็จและความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน การใช้บทบาทโค้ชและวิทยากรช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยการตระหนักรู้กับเหตุการณ์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาแล้วเลือกหลักการ เทคนิคที่ชอบไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีครับ

โปรแกรมพัฒนาศักยภาพนักขาย

โปรแกรมพัฒนาศักยภาพนักขาย บมจ.อีสเทอร์นสตาร์ บทบาท Mindset Being เริ่มต้นด้วย 3 คำนี้ ทำให้ผู้เรียนได้ฉุกคิดว่า ในเหตุการณ์นั้น เราใช้บทบาท หรือ กรอบความคิดอะไร หรือแสดงความเป็นตัวตนในด้านใด ในการตอบสนอง ซึ่งผู้เรียนจะมองเห็นตัวเองทันทีว่า การให้บริการลูกค้าในทุกๆฝ่าย หากทุกคนเข้าใจในเรื่องบทบาท ทั้งบทบาทของผู้ให้บริการในฐานะตัวแทนขององค์กร และเข้าใจบทบาทของลูกค้าที่มีต่อการรับบริการ จะช่วยให้ลดข้อโต้แย้งในระหว่างการให้บริการในเรื่องนั่นๆได้ Fix Mindset / Growth Mindset กระบวนการที่จะนำพาตัวเองขยายออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนา การโฟกัสที่เป้าหมายหรือปัญหา การโฟกัสที่ตนเองหรือสิ่งเร้า Being การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ระหว่างลูกค้ากับเรา เกิดจาก ความเชื่อ ค่านิยม ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน (ความเป็นตัวตนของแต่ละคนต่างกัน) การเรียนการสอน 2 วัน T&GC ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นสภาวะของตนเองต่องานในปัจจุบัน และใช้การ Roleplay ตลอดทุกช่วง เนื่องจากผู้เรียนมีความสนใจและมีคำถามเกี่ยวกับงานของเขา ซึ่งการ Roleplay ทำให้ผู้เรียนเห็นกระบวนการโดยยึดหลักการตามเนื้อหา ซึ่งวิธีการจะกลายเป็นของผู้เรียนเองค่ะ

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในองค์กร

กระบวนการ Powerful Game Coaching บริษัท ไทยรุ่งเรืองฮีโน่สระบุรี จำกัด ตัวผมเองชอบการเรียนรู้ ด้วยกิจกรรมมากๆ ดังนั้นกระบวนการสอนส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบของการใช้ เกมกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ในปัจจุบันผมได้ประยุกต์เกมกิจกรรมเข้ากับกระบวนการโค้ชชิ่ง ซึ่งผมมองว่าสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงครับ ครั้งนี้มีเรื่องราวให้เรียนรู้ที่แตกต่าง เพราะกิจกรรมที่ปกติคือการเรียนรู้จากความสำเร็จ และตกผลึกนำไปต่อยอด กลับกลายเป็นเกิดเหตุให้กิจกรรมที่ทำไม่ประสบความสำเร็จซะงั้น ทำให้ต้องสร้างมุมมองใหม่ ด้วยการเรียนรู้จากความไม่สำเร็จ ที่น่าสนใจคือมุมมองของผู้เรียนที่สามารถปรับการเรียนรู้ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยจัวของเค้าเอง บนแนวทางของตัวเอง นั่นคือกระบวนการของผมในครั้งนี้ครับ

การคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจ

การสร้างการตระหนักรู้สภาวะและศักยภาพตัวเองกับเหตุการณ์ที่เป็นปัญหา หลังจากจบการสอนหลักสูตรการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจ(Problem Solving & Decision Making) แต่ละครั้ง ผมมักตั้งโจทย์ให้กับตัวเองอยู่เสมอเพื่อการสอนครั้งถัดไป มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไรอีกบ้าง ? มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....ตระหนักรู้ถึงสภาวะที่กำลัง(State)ที่กำลังเป็นอยู่กับเหตุการณ์ได้อย่างไรอีกบ้าง ? มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....ถอดบทเรียนวิธีการจัดการที่เขาเคยใช้จัดการปัญหามาเป็นกระบวนการตามทฤษฎีได้อย่างไรอีกบ้าง ? มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....ตระหนักรู้ถึงจุดเด่นและคุณค่าในตัวเองที่มีอยู่ได้อย่างไรอีกบ้าง ? ผู้เรียนมีแนวทาง....อยู่กับพื้นที่กังวลนอกComfort Zone ด้วยGrowth Mindsetใหม่ของเขาได้อย่างไรอีกบ้าง ? มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....สร้างกระบวนการจัดการปัญหาของตัวเองด้วยหลักคิดและเครื่องมือแก้ปัญหาตามทฤษฎีได้อย่างไรอีกบ้าง ? มีแนวทางที่ผู้เรียนสามารถ....ตระหนักรู้ถึงศักยภาพในการตัดสินใจเรื่องต่างๆแล้วกล้าขยายพื้นที่อิทธิพลกับการตัดสินใจในเรื่องที่เคยไม่ตัดสินใจได้อย่างไรอีกบ้าง ? การเผชิญกับปัญหา อุปสรรคต่างๆ ในมุมของกรอบความคิด(Mindset)คือ...การอยู่กับพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยในมิติใหม่ๆของเหคุการณ์ งาน เรื่องราว เพื่อขยายขอบเขตอิทธิพล(Comfort Zone) ให้ครอบคลุมความกังวลนั้นๆ จนกลายเป็นศักยภาพใหม่ของตนเองได้ ดังนั้นผมจึงเลือกจะหยิบประเด็นเหล่านี้มาเป็นโจทย์ในการพัฒนา"ความละเอียด" ของกระบวนการSolution Coaching ของตัวเองให้มากขึ้นอีกเพื่อให้เป็นศักยภาพใหม่ของตัวผมเองด้วยเช่นกันครับ