ผลงานฝึกอบรม

หน้าแรก / ผลงานฝึกอบรม

กระบวนการแก้ปัญหาแบบนักกลยุทธ์

เคล็ด(ไม่)ลับ กระบวนการแก้ปัญหาแบบนักกลยุทธ์จากคลาส Training and Group Coaching 1.กรอบความคิดในการเผชิญปัญหา ความแตกต่างอย่างแรกระหว่างนักแก้ปัญหามือสมัครเล่นกับมืออาชีพคือ "ความมุ่งมั่น" มืออาชีพโฟกัสที่ "เป้าหมาย" และมองปัญหาเป็นแค่ Gap ที่ต้องคิดจัดการให้หายไป มือสมัครเล่นโฟกัสที่"ความรู้สึกของตัวเอง" จึงมองปัญหาเป็นข้อจำกัดต่างๆ จนกลายเป็นหลุมพรางของความสำเร็จ 2.ระบุปัญหาที่แท้จริง ความสามารถหนึ่งที่สำคัญคือการคิดอย่างมีตรรกะเพื่อมองปัญหาในเชิงภาพใหญ่ (Big Picture) ให้ออก ปัญหาที่อยู่ส่วนใดของเส้นทางเดินและกระทบกับเป้าหมายอย่างไร หากระบุปัญหาไม่ถูกหรือไม่ชัดเจน เราอาจเสียเวลาไปจัดการกับเรื่องที่ไม่สำคัญได้ 3.ค้นหาสาเหตุของปัญหา การคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลทั้งแนวลึกและแนวข้าง ค่อยๆแยกแยะปัจจัยใหญ่ๆที่มีส่วนกับปัญหาออกมาเป็นเรื่องๆ การใช้ประสบการณ์ในอดีตมาตั้งเป็นสมมติฐาน (Assumption) และการใช้ข้อมูลต่างๆ (Information) มาค้นหาและสรุปข้อเท็จจริง แล้วจึงค่อยเจาะแต่ละเรื่องลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ภาพที่เป็นโครงสร้างทั้งหมดของปัญหา เปรียบเสมือนการเลาะเนื้อปลาออกจนกระทั่งเห็นก้างปลาทั้งหมด (Fish bone) หรือการค่อยๆขุดดินออกจนกระทั่งเห็นรากแก้ว รากย่อยของต้นไม้ (Root Cause) 4.สร้างแนวทางเลือกใหม่ๆและตัดสินใจ ทักษะหนึ่งที่สำคัญของนักแก้ปัญหามืออาชีพคือ ความสามารถในการกำหนดวิธีการได้หลากหลาย เพื่อให้เห็นทางออกใหม่ๆ แล้วจึงทำการประเมินเพื่อตัดสินใจเลือกวิธีดารที่เหมาะสมที่สุด(โดยไม่concernกับผลลัพธ์มากจนเกินไป) 5.P-D-C-A เนื่องจากปัญหาสำคัญๆ อาจจะไม่ได้แก้จบในครั้งเดียวหรือขั้นตอนเดียว การติดตามผลลัพธ์ เพื่อประเมินความคืบหน้า รวมทั้งปรับเปลี่ยนแนวทางที่เหมาะสม จะช่วยให้การแก้ปัญหานั้นดำเนินได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งประสบผลสำเร็จ

Leader as Coach and Mentor

การประยุกต์ใช้การโค้ช ให้ครอบคลุมหลักการและศาสตร์ต่างๆ ช่วยทำให้ผู้เรียน สามารถเลือกใช้กับโค้ชชี่และน้องเลี้ยงของตัวเองได้หลากหลายมากขึ้น การเรียนรู้การโค้ชเชิงปฏิบัติการจริง ทำให้ฝึกฝนทักษะการโค้ชได้อย่างละเอียดด้วยตัวเอง เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง การฟังด้วยศาสตร์ที่ต่างกัน ทำให้เรื่องที่สนใจต่างกัน การใช้คำถามชวนคิดที่หลักการต่างกัน ทำให้โค้ชชี่ตระหนักรู้ต่างกัน การเลือกใช้บทบาทโค้ชหรือพี่เลี้ยง ทำให้การช่วยเหลือเหมาะสม การใช้กระบวนการโค้ชต่างกัน ทำให้สอดคล้องกับเรื่องราวของโค้ชชี่ สถานการณ์หน้างานจริง มีความหลากหลายและแตกต่าง การประยุกต์การโค้ชและการเป็นพี่เลี้ยง จึงต้องมีทางเลือกให้พิจารณานำไปใช้อย่างเหมาะสม

การพัฒนาทักษะการสอนงาน Style โค้ช

สนุกไปกับ ผู้เรียน หลังจากเตรียมการสอนไว้พร้อมแล้ว เหลือแค่ Action วันนี้ ตั้งใจ "อยู่กับ" ผู้เรียน ให้มากกว่าเดิม การให้ผู้เรียนทราบถึงแนวทางการเรียนรู้ในวันนี้ ด้วยกระบวนการ Training and Group Coaching โดยการ ให้ผู้เรียน บอกความคาดหวัง ของเขาต่อการเรียนในวันนี้ สร้างความพร้อมก่อนเข้าเนื้อหา ผู้เรียน มักมี มุมมองเกี่ยวกับการอบรม ว่า มา Lecture จึงไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับเขา การบอกที่ประเด็นสำคัญของ หลักสูตร ให้เห็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง แล้ว ระหว่างสอนมามี "สมาธิ" อยู่ กับผู้เรียน และ "กระบวนการ" ชวนคิด ให้มากกว่าเนื้อหา ด้วยการให้ฝึกปฏิบัติด้วยประเด็นในงานของเขา ผ่านกิจกรรม คิด-เขียน พูด และ แสดง (Role Play) สร้างความน่าสนใจ ในการเรียนรู้ที่ดี ปล. วันนี้ให้เขาใช้เครื่องมือสื่อสารให้เป็นประโยชน์ ใน class ช่วยลดโลกร้อน ไม่ต้อง "ใช้" เอกสารเยอะๆ อิอิ

การประยุกต์ใช้เทคนิค NLP กับตัวเองและผู้อื่น

เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงด้วย "กรณีศึกษา" กรณีศึกษาแนว Training and Group Coaching สร้างมาจากสถานการณ์ที่ใกล้เคียงชีวิตจริง เช่น เลื่อนเป็นหัวหน้างานแล้วเกิดความเครียด กังวลทุกครั้งเมื่อต้องนำเสนอที่ประชุม ไม่อยากรับงานใหม่ๆเพราะกลัวทำผิด ลูกน้องไม่ค่อยเชื่อฟังจึงต้องทำงานเองบ่อยๆ หัวหน้าปล่อยให้ตัดสินใจเอง ไม่รู้จะทำอย่างไร การเลือกใช้ตัวการ์ตูนและชื่อสมมติ ทำให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการตำหนิ จับผิด หรือกล่าวโทษใครหรือแผนกใด ผู้เรียนหยิบหลักการตามทฤษฎีที่เรียนรู้มาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาต่างๆตามกรณีศึกษาและเลือกใช้เทคนิคจัดการตามสไตล์ที่แต่ละคนชอบมาสร้างแนวทางปฏิบัติใหม่ๆเพื่อก้าวออกจาก Comfort Zone เดิมๆ การนำเสนอ การแชร์ การแสดงบทบาทสมมติโดยไม่มีถูกผิด ช่วยให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกมากขึ้น การช่วยให้ผู้เรียนถอดบทเรียนของวิทยากร&โค้ช ทำให้ผู้เรียนสามารถแยกแยะกระบวนการคิดของตัวเองกับกรณีศึกษาอย่างมีลำดับขั้นตอน การใช้คำถามโค้ชสร้างการยืนยัน (Commitment Questioning) ช่วยให้ผู้เรียนประยุกต์กับงานของตัวเองได้ กรณีศึกษาแนว Training and Group Coaching จึงคล้ายแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมก่อนเผชิญสถานการณ์จริง ด้วยวิธีการที่เขาคิดขึ้นเอง การใช้เทคนิค NLP กับผู้เรียนให้มองปัญหาในการทำงานจริงเป็นกรณีศึกษาที่เขาเคยจัดการได้ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่น และความพร้อมออกจาก Comfort Zone เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์จริงได้ทันที

การบริหารจัดการสำหรับหัวหน้างานใหม่

เริ่มต้นที่ หลักพื้นฐานการบริหารจัดการ ให้ถูกต้อง การเป็นหัวหน้างานใหม่ บทบาทและหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้างกรอบความคิด (Mindset) และพัฒนาทักษะที่สำคัญ (Skil Set) ที่ดี ย่อมมีความจำเป็น การเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเป็นหัวหน้างานที่ดี จะทำให้มีความสุขกับบทบาทใหม่ครับ หัวหน้างาน เติบโตจากการมีประสบการณ์ในการทำงาน แนวทางการพัฒนาตัวเองของหัวหน้าใหม่ สร้างกรอบความคิดหัวหน้างานที่ดี พัฒนาทักษะที่สำคัญของหัวหน้างาน การใช้บทบาทผู้สอนงานที่เหมาะสม การบริหารจัดการงานและคน รอผู้เรียนนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ของตัวเองต่อไปนะครับ วันนี้ตั้งใจ ชวนคิด ชวนคุย เพื่อสร้างกรอบความคิดของหัวหน้างานที่ดี กับผู้เรียนครับ

Supervisory Skill

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปช่วนคิด ชวนคุย ในหลักสูตร Supervisory Skill 2 วัน รุ่นที่ 1 ของทางบริษัทเบทาโกร ครั้งนี้ Challenge ตัวเอง โดยการใช้สไลด์ต้นฉบับของทางสถาบันเอ็นเทรนนิ่ง 100% เพราะมีจุดประสงค์หลายประการ อย่างแรกคือ ต้องการฝึกออกจาก Comfort Zone ตัวเอง เพราะโดยปกติผมชอบสร้างชุดสไลด์ของตัวเองขึ้นมาสอนมากกว่า การได้สอนด้วยสไลด์ต้นฉบับ ทำให้มองเห็นเนื้อหาหัวข้อเดียวกัน ในมุมมองที่แตกต่างออกไป ทำให้ตัวผมเองได้เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียนด้วย ฝึกแยกหลักการออกจากเนื้อหา เพราะโดยปกติผมจะแทรกหลักการทำงานของสมองเข้าไว้ในสไลด์ แต่ครั้งนี้ได้ทดลองแยกหลักการออกมาที่ Flipchart และเห็นจังหวะการเชื่อมโยงหลักการสมอง เข้ากับเนื้อหาในสไลด์ แล้วนำมาใช้ในการ Roleplay กับการ Coach ได้มากขึ้น ได้แบ่งเวลาในการค้นคว้าเรื่องสไลด์ ไปใช้เวลากับการค้นคว้าเครื่องมือแทน ทำให้เห็นความสำคัญของเครื่องมือต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อผู้เรียนไม่น้อยไปกว่าในด้านของเนื้อหาเลย ทำให้ครั้งนี้มีโอกาสใช้เครื่องมือต่างๆ ในหลักสูตรมากขึ้น การสอนในระบบสถาบัน อาจต้องมีการสอนทดแทนกันได้โดยไม่เห็นความแตกต่าง การใช้สไลด์ต้นฉบับ ทำให้เพื่อนวิทยากรด้วยกัน สามารถสอนทดแทนกันง่ายขึ้นหากจำเป็น เช่น ป่วย ติดภารกิจ เพราะทุกคนได้ฝึกฝนบนกระบวนการ Training and Group Coaching (T&GC) อยู่แล้ว และโอกาสสำคัญในการสอนครั้งนี้คือมีโอกาสจับจังหวะในการทำ Coaching on Floor บ่อยมากทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจกระบวนการโค้ชได้ด้วยตนเองมองเห็นความแตกต่างของการโค้ชและเครื่องมือการสอนอื่นๆและเห็นประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดการสอนงานของตนเอง สุดท้ายสิ่งสำคัญการสรุปหลัง Class ว่า "แค่ลองดู" เพราะหากไม่ลองทำ ก็จะไม่เรียนรู้เป็นทักษะ เพราะหากไม่ลองเปลี่ยน ก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิมขอบคุณมากครับที่จะไป "แค่จะลอง Coach ดู"

พัฒนาทักษะการคิดนอกกรอบ

การสอนและการโค้ชเพื่อช่วยให้ผู้อื่นสามารถคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking Coaching วิทยากร&โค้ชเองต้องมีทักษะการคิดนอกกรอบของตัวเองด้วนเช่นกัน การสร้างการตระหนักรู้ให้ผู้เรียนมองเห็นและยอมรับการมีกรอบของตัวเอง วิทยากร&โค้ชสามารถชี้นำ ชี้แนะ หรือ สะท้อนด้วยการฟัง&ใช้คำถาม คลาสวันนี้เตรียมพร้อมมาฟังกรอบความคิดของผู้เรียนที่สะท้อนกระบวนการคิดกับภาพใหญ่และวิธีคิดบนกรอบที่เขาใช้ (Mindset + Methodology) วันนี้ได้ฝึกการฟังของตัวเองโดยใช้ประสบการณ์ในงานที่ถนัดมาเป็นกรอบให้ได้ยิน และฝึกคิดนอกกรอบของตัวเองในการสอนด้วยเช่นกันครับ

การพัฒนาภาวะผู้นำในตัวคุณ

หลักสูตรที่ชอบมากๆ เพราะได้ทบทวน ภาวะความเป็นผู้นำของเราผ่านกระบวนการสอน Class วันนี้ ผู้เรียนจำนวนน้อย ทั้ง มีพื้นฐานความรู้ และประสบการณ์ การเป็นหัวหน้างานที่ต่างกัน มาก ถึง มากที่สุด คือตั้งแต่ ป4 - วิศวกร อายุ 30 ต้น - กำลังจะเกษียณ ท้าทายมาก เมิ่อใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ดำเนินการฝึกอบรม โดยไม่ใช้อุปกรณ์ใดๆ เพราะ ใช้ กรณีของผู้เรียน เป็นเครื่องมือ ทำ workshop และ role play ตลอดทั้งวัน สนุกกัน และ ได้เห็น ความรัก ความสามัคคีของผู้เรียน จากกรณีของพวกเขา เป็นวันที่สอนแล้ว ไม่เหนื่อยเลย น่าจะเป็นเพราะ การมีสมาธิ อยู่กับผู้เรียนทุกคน สนุก และ ได้เรียนรู้แง่มุม การใช้ภาวะผู้นำ ในแต่ละคน ที่น่าสนใจ

Train the Internal Trainer

Train the Internal Trainer ให้มีความครบเครื่องเรื่องการสอน ความเป็นครบเครื่องเรื่องการสอนสำหรับผมคือ การเข้าใจบริบทของผู้เรียนที่เป็นภาพใหญ่ในการทำงานของเขา แล้วเลือกใช้บทบาทการสอนเพื่อให้ผู้เรียนคิดแนวทางในการทำงานให้สำเร็จ การเข้าใจบริบท (ที่แท้จริง) ของผู้เรียนในฐานะวิทยากรเป็นโจทย์ของผมในฐานะ Train the Trainer ที่ไม่สามารถสรุป"ศักยภาพ"ของผู้เรียนบนมุมมองของผมได้ ผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่และอยากเรียนรู้ด้วยรูปแบบของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีความสนใจที่เฉพาะเจาะจง ความรู้ไหน เทคนิคไหนที่เขาไม่สนใจ แม้จะเกี่ยวข้องกับงานของเขา ก็ไม่อาจเกิดการนำไปใช้ เช่นกันหากเทคนิคไหนที่เขาเรียนแล้วรู้สึกว่ามันยากเกินความสามารถของเขา มีโอกาสที่เขาจะส่งเทคนิคนั้นคืนผู้สอนอย่างรวดเร็ว แต่หากผู้สอนสามารถทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพว่าเรื่องที่กำลังสอนเกี่ยวข้องกับงานของเขาอย่างไร ประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบนความสามารถที่เขามีอยู่ตอนนี้ เรื่องนั้นเขาจะให้ความสนใจมากขึ้นและยินดีที่จะนำไปทดลองปฏิบัติบนความตั้งใจของเขา ผู้เรียนมีเทคนิควิธีการที่เหมาะสมกับสไตล์ของตัวเอง ผู้สอนกับผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ความเป็นตัวตนไม่เหมือนกันหากผู้สอนพยายามใส่ความเป็นตัวตนของตัวเองลงในเรื่องที่กำลังสอนมาเท่าไร ก็มีโอกาสสูงที่ผู้เรียนจะรู้สึกว่าเรื่องนั้น อาจไม่เหมาะกับสไตล์ของเขาได้ การเลือกถ่ายทอดแค่เพียงหลักการแล้วทำให้ผู้เรียนคิดถึงงานของเขาทันที ผ่านการใช้กระบวนการโค้ช ช่วยให้เขาสามารถประยุกต์ใช้หลักการนั้นมากำหนดเป็นขั้นตอน แนวทาง แผนงานการนำไปใช้ด้วยสไตล์ ความเป็นตัวตนบนจุดเด่นของเขาเอง ผู้เรียนอยากได้รับการยอมรับความสามารถเท่าที่เขามีอยู่จากผู้สอนโดยไม่ถูกคาดหวัง การแชร์มุมมอง แลกเปลี่ยนแนวความคิดจากผู้เรียนจากคำถามที่ผู้สอนถามไป ย่อมมีความกังวลอยู่ลึกๆว่าคำตอบของเขาอาจจะผิด อาจจะไม่ตรงกับที่ผู้สอนคาดหวังให้เขาตอบ หากผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนไม่กังวลกับการตอบคำถาม หลีกเลี่ยงการมีผิดถูก แต่ฟังโดยสามารถสะท้อนให้ผู้เรียนเห็นศักยภาพที่อยู่ในคำตอบ สิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้อีก โดยสอนหรือให้เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เรียนมีแนวทางมากขึ้น ก็จะช่วยให้เขาพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนมุมมองต่างๆได้ตลอดการอบรม ผู้เรียนในคลาสวันนี้เป็น Internal Trainer ที่มีประสบการณ์การสอนพอสมควร ทำให้ผมสามารถถ่ายทอดเทคนิคในเชิงลึกได้ ต้องขอบคุณที่ผู้เรียนไม่กังวลกับสิ่งที่เรียนรู้และมองเป็นเชิงบวกกับการนำไปต่อยอดการสอนของตัวเองได้ต่อไปครับ

ครูกับบนบาท Facilitator by Coaching Skill

Teacher as Facilitator by Coaching Skill คุณครูบนบทบาทของ Facilitator ที่ใช้ทักษะการ Coach ต้องขอบคุณทั้งทาง Betagro และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ลพบุรี ที่ให้โอกาสผมได้มาแลกเปลี่ยนเทคนิคในการสร้างความรู้กับมืออาชีพอย่างคุณครูทุกท่านโดยใช้กระบวนการ Brain Based Coaching Process ด้วยบทบาทของความเป็นครู จึงมีโอกาสเกิดกรอบความคิดของความเป็น Helper สูง ดังนั้นก่อนจะนำสู่เรื่องของเทคนิค คุณครูจึงต้องมองเห็น ยอมรับ และปรับเปลี่ยนกรอบความคิด เพื่อทันความเป็น Helper ของตนเอง มิฉะนั้น เวลาให้นักเรียนวางเป้าหมาย (Goal) เป้าหมายนั้นอาจเป็นเป้าหมายที่ครูอยากให้เป็น เวลาให้นักเรียนสำรวจตัวเอง (Reality) อาจเป็นมุมมองจากครู มากกว่ามุมมองของนักเรียน เวลาเลือกวิธีการ (Options) อาจเผลอแนะนำ แทนการชวนคิด เวลาลงมือทำ (Way Foward) ครูจึงอาจต้องเป็นคนควบคุมดูแล มากกว่าที่นักเรียนจะรับผิดชอบตนเอง แต่ไม่ว่าอย่างไร คุณครู ก็ยังต้องใช้ Helper ซึ่งเป็นจุดแข็งตัวเองเพียงแต่ คุณครู จะทันตัวเองมากขึ้นว่าจะใช้ Helper ตอนไหน กับใครแล้วตอนไหนจะหันมาใช้ Coach เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกรักตนเอง ใช้ศักยภาพตนเอง ดูแลเป้าหมายตนเอง

การทำงานเป็นทีมร่วมกัน

มองเห็นตัวเอง ยอมรับว่าเป็นตัวเอง อยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง Powerful Game Coaching คือกระบวนการที่ผมนำมาใช้กับคลาสนี้ครับ ผมค่อยๆชักชวนสมาชิกชาว อินเตอร์ลิ้ง สังเกตุตัวเอง ด้วยเกมและกิจกรรม เน้นการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร โดยคำสำคัญที่ผมใช้ครั้งนี้คือ การบริหารความขัดแย้ง สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นและมองสังเกตุตัวเองว่าสามารถจัดการกับความขัดแย้งนั้นได้ดีแค่ไหน เพื่อให้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับตัวเองในแบบที่สมาชิกอยากเป็น แน่นอนว่าในความสนุกสนานย่อมต้องเตือนให้นึกถึงตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถนำประสบการณ์ ในห้องอบรม กลับไปใช้กับสถาณการณ์จริงได้ ขอบคุณผู้เข้าอบรมที่น่ารักที่มาร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ครับ

ทักษะการคิดนอกกรอบ

เป็นอีกหนึ่งวันที่ challenge แนวการสอน Training and Group Coaching มาก จังหวะTraining ทฤษฎี , เทคนิคสามารถดำเนินได้เหมือนปกติ แต่จังหวะการใช้ Scenario Coaching ด้วยการฟังเชิงลึกเพื่อเก็บเบาะแสระหว่างคลาส เพื่อเชื่อมไปภาพใหญ่ (Big Picture) ของผู้เรียน ยังเป็นภาพระดับMindsetครับ การคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) มี key สำคัญคือ "กรอบที่ควบคุมการคิด" ของแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน คล้ายระดับของความเป็นผู้นำ , ระดับของการคิดบวก ซึ่งมีความเป็นนามธรรมพอสมควร การฟังเพื่อเก็บเบาะแสการคิดนอกกรอบหรือคิดในกรอบ จึงเป็นการฟังที่ข้อจำกัด อุปสรรคที่สกัดกั้นความคิดของเขาบนคำว่า "ยาก" , "เป็นไปไม่ได้" , "ติดเรื่องกฎระเบียบ" , "เสนออย่างไรหัวหน้าก็ไม่ฟัง" ซึ่งเบาะแสเหล่านี้สะท้อนMindsetของเขา ซึ่งเป็น"กรอบที่ควบคุมการคิด" สกัดกั้นความมุ่งมั่น ยืนยันทำความคิดของเขาให้สำเร็จ การชวนคิดเพื่อสร้าง Scenario ขึ้นมาประกอบการสอนและการโค้ชจึงไม่ใช่ภาพใหญ่ของ Process การทำงาน หรือ Project ที่รับผิดชอบ แต่เป็นภาพในระดับการมองเห็นกรอบที่ใช้และแค่ Unlearn กรอบนั้นออก เพื่อเตรียมพร้อมกับการสร้างกรอบใหม่บนบริบท สภาพแวดล้อมเดิมๆ และ Resources เดิม จากเทคนิค หลักการคิดนอกกรอบที่เขาชอบ เชื่อ ใช่ จะนำไปใช้ในการสร้าง Methodology ใหม่ๆหลังจากออกนอกกรอบเดิมๆได้แล้ว การสอนวันนี้จึงใช้ Training & Coaching เป็นหลัก ลดความเป็น Coaching & Consulting ลงพอสมควรกับหลักสูตรการคิดและการบริหารจัดการงาน

การสื่อสารสร้างสัมพันธ์ เพิ่มพลังมุ่งสู้ความสำเร็จ

หนึ่ง Framework กระบวนการสอนในมิติใหญ่จากคลาสการสื่อสารเมื่อวานนี้ รับฟังสิ่งที่ผู้เรียนแชร์จากชุดคำถามที่เตรียมไว้อย่างตั้งใจ เก็บเบาะแสที่ผู้เรียนอาจไม่ได้พูดถึงตรงๆ แต่เป็น Mindset หรือ วิธีการที่เป็นที่มาของสภาวะ อารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆที่เขาเจอ รับฟัง เก็บเบาะแส เชื่อมภาพใหญ่ ใช้โมเดล ถามชวนคิด มองเห็นกรอบความคิด สร้างแนวทางเปลี่ยนแปลง เชื่อมภาพใหญ่ บนประสบการณ์ของผู้สอนเมื่อได้เบาะแสต่างๆของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้สอนสร้างภาพใหญ่ (Big Picture) ขึ้นมาในสมองตามสมการ E + R = O สร้างโมเดลที่เป็น scenario ที่เป็น Outcome ต่างๆ โดยใช้ทักษะ ประสบการณ์ของผู้สอนมาขยาย Scenario ถามชวนคิด เลือกใช้คำถามโค้ชเพื่อชวนผู้เรียนสำรวจ Response กับ Scenario ต่างๆ เพื่อเห็น รูปแบบพฤติกรรมที่ใช้ มองเห็นกรอบความคิดกระบวนการให้ผู้เรียนถอดบทเรียนพฤติกรรมของตัวเองโดยใช้ศาสตร์การพัฒนาตัวเองตามที่ผู้สอนถนัดมาเชื่อมโยงเช่น การทำงานของสมอง, NLP สร้างแนวทางเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนการโค้ชให้ผู้เรียนเป็นผู้เลือกผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่เขาอยากให้เกิดขึ้นจาก Scenario ต่างๆแล้วกำหนดเป็น Commitment ของตัวเองผ่าน Workshop , Roleplay การแสดง , การบ้านที่ออกแบบไว้ สนุกมากครับกับการสอนแล้วถอดบทเรียนการสอนของตัวเองอยู่เสมอ ช่วยเพิ่มความละเอียดและการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ได้อยู่เสมอครับ

เพิ่มประสิทธิภาพ PDCA ด้วยเทคนิคการคิดและการรายงานแบบ A3

"เรียนแล้ว...กลัว , กังวล , ไม่มั่นใจ" Feeling ของผู้เรียนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอในคลาสอบรมโดยเฉพาะหลักสูตรที่เป็นเชิง Technical สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการพัฒนาของตัวเองมาตลอดช่วงเวลาที่สอนหลักสูตรหมวดนี้คือ 1.กลัวเขียนผิด-ถูกทักจนไม่กล้าเขียน-รีบเขียนให้จบเพื่อpresentในคลาส 2.สอนแล้วผู้เรียนมี Positive กับงานหรือสถานการณ์มากๆ แต่ไม่สามารถประยุกต์เครื่องมือไปสร้างแนวทางของตัวเองได้ หากผมไม่สร้างการตระหนักรู้การสอนตัวเอง ผมจะมักเผลอไปดีใจหรือกังวลใจกับผลลัพธ์จากการนำเสนอของผู้เรียนว่าเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงบนสิ่งที่นำเสนอ แต่เมื่อกลับสู่ Coaching Process ของตัวเองได้ คือ การทำให้ผู้เรียนได้ถอดบทเรียนกระบวนการคิดและ Mindset ของตัวเองที่ใช้ในการทำ Workshop ไม่ใช่แค่การประเมินผล วิจารณ์ผลลัพธ์ของการทำ Workshop ซึ่งจะนำไปสู่การมองเห็นรายละเอียด องค์ประกอบที่แต่ละคนสามารถหยิบไปพัฒนาต่อได้อีกครับ

Leader of The Team

วันนี้ นั่ง observe หลักสูตร Leader of The Team Training and Group Coaching ระหว่าง ทำกิจกรรมร่วมไปกับผู้เรียน ทำให้นึกถึง ทีมงานของตัวเองที่ผ่านมา ทั้งที่สำเร็จ และ ที่ได้ประสบการณ์ ที่จริง ทุกคนก็ผ่านการทำงานเป็นทีมมาก็ไม่น้อย เป็นหัวหน้าห้อง หัวหน้าทีมเล่นกีฬา สมัยเด็กๆ ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไรเมื่อได้เป้า/ไม่ได้เป้า พอโตขึ้นทำงานในองค์กร ก็มีการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งของทีม บางทีก็เป็นหัวหน้าทีม แต่ดูเหมือน ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าการทำงานเป็นทีมจริงๆ คืออะไร อาจจะรู้แค่ว่าก็มาอยู่รวมๆกัน ทำอะไรซักอย่างเหมือนกัน และทำด้วยกัน มีการช่วยเหลือกัน พูดคุยสื่อสารกัน ฝึกซ้อมกัน แบ่งเบาภาระ และเสียสละบางอย่างเพื่อมา "ร่วม" กัน การทำงานเป็นทีมเวิร์ค คนต้อง เวิร์คก่อน จุดเริ่มต้น ของการทำงานเป็นทีมเวิร์ค คนจะเวิร์ก หรือ ไม่ อยู่ที่ ระดับของ Competency และ Mindset เทียบกับ เป้าหมายส่วนบุคคล ที่จะส่งผลต่อ เป้าหมายของทีม กรณีศึกษา Coaching Card แบบ A4 การสร้างทีม เป็นการสรุป ความรู้ในการสร้างทีมเป็นอย่างดี ทีมนี้ คือทีมเกี่ยวกับอะไร ภาระกิจคืออะไร (ทีมบาสเก็ตบอล, ชักกะเย่อ, Cheer Leader, พายเรือ etc) มีเป้าหมายอะไร เพื่อชนะ (แข่งขัน) เพื่อความสนุก, เพื่ออะไร คุณสมบัติที่ทีมควรมี มาจากลักษณะภารกิจ และเป้าหมาย ซึ่งจะนำไปสู่การคัดเลือกบุคคลเข้าทีม และ พัฒนา competency ต่างๆของบุคคลในทีม ให้สอดคล้องกับ ภารกิจ และ เป้าหมาย กลยุทธ์ที่เลือกใช้ ซึ่งมาจาก เป้าหมาย และ คุณลักษณะของทีม ที่ผู้นำจะเลือกใช้ ในแต่ละสถานการณ์ Style ผู้นำ ในระดับแผนใหญ่ (โค้ช) และ แผนหน้างาน (กัปตันทีม) เป็นอย่างไร ทั้งหมดนำไปสู่ วิธีการ และแผนงาน ต่างๆ ในการดำเนินการ / พัฒนาทีม กระบวนการ Training and Group Coaching ทำให้คนที่อยู่ใน process คิดถึงตัวเอง และ ปรับ Mindset ไปในระหว่างทาง สนุกดีที่ได้ unpack ตัวเองในเรื่องการทำงานเป็นทีม ที่ผ่านมา ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน

เพิ่มประสิทธิภาพ PDCA ด้วยเทคนิคการคิดและการรายงานแบบ A3

สอนแทนวิทยากรหลักครับ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย PDCA&A3 Report Mindset Growth Mindset Skill Set Analytical&Strategic Thinking Tool Set PDCA&A3 ผู้เรียนบอกว่า ไม่คิดว่าหลักสูตรนี้ จะเข้าใจได้ง่ายขนาดนี้! การสอนโดยการอธิบาย หลักการและแก่นของเนื้อหาแบบ Conceptual ก่อน ทำให้ผู้เรียนเข้าใจกรอบของหลักสูตร (Course Framework) ทั้งหมด แล้วจึงให้ทบทวนเนื้อหาอีกทีตามสไลด์ ช่วยให้การสอนแนว Training and Group Coaching ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นครับ ไม่ได้สอนหลักสูตรที่เกี่ยวกับ การใช้เครื่องมือบริหารจัดการงาน มานานแล้ว วันนี้ได้มีโอกาสสอนอีกครั้ง สนุกดีครับ เครื่องมือ PDCA&Fish Bone สามารถใช้กับการบรรลุเป้าหมายและใช้ปรับปรุงปัญหาของงานได้ เมื่อผ่านการคิดแบบต่างๆ ทำให้ได้แนวทางสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

คิดและทำอย่าง KAIZEN เพื่อปรับปรุงงานสู่ความเป็นเลิศ

คลาสเมื่อวานนี้เป็นคลาสที่ผมสอนด้วยความสนุกคลาสหนึ่ง ซึ่งความสนุกที่ว่า ไม่ได้หมายถึงบรรยากาศที่ผู้เรียนสนุกเฮฮาจากกิจกรรมหรือเสียงหัวเราะ แต่เป็นความสนุกที่เกิดจากการ Awareness ของผมเองอยู่ตลอดทั้งวันจากคำถาม ข้อสงสัย การได้แลกเปลี่ยนความคิดและ sharing กัน ระยะหลังผมให้ความสำคัญกับการฟังประโยคคำพูดของผู้พูดแล้วฝึกแยกเบื้องหลังคำพูดที่เป็น "กรอบความคิด(Mindset)" และ "แนวทางปฏิบัติ (Methodology)" เพื่อนำมาเชื่อมโยงเข้ากับหลักการ ทฤษฎีที่กำลังสอนอยู่ สิ่งที่ผมได้ยินจากผู้เรียนอาจเป็นเพียงคีย์เวิร์ดที่เป็นภาพย่อยๆ (Focus) ภาพหนึ่งในเนื้อหา เมื่อนำมาเชื่อมโยงแล้วสะท้อนกลับให้ผู้เรียนด้วยบทบาทต่างๆ ช่วยให้เข้าเชื่อมต่อภาพย่อยๆ (Focus) นั้นเป็นภาพใหญ่ (Big Picture) ในงานของเขา วัตถุประสงค์เพื่อให้เขาสร้างกรอบความคิดและแนวทางปฏิบัติใหม่ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เขากำลังโฟกัส หรือ เปลี่ยนโฟกัสใหม่ได้ ตัวอย่างSharingที่ได้ยินจากคลาส เช่น งานผมสามารถเร็วกว่านี้ได้ ถ้า "ข้อมูลพร้อม" ต้นทุนถูกลงกว่านี้ได้ ถ้า "Orderไม่เร่งด่วน" งานน่าจะผิดพลาดน้อยลง ถ้า"ลูกน้องมีประสบการณ์" สิ่งที่ผู้เรียนshareสะท้อนถึงความสามารถในการวิเคราะห์สาเหตุของความสูญเปล่าในเชิงMethodology ด้วยประโยคหลังคำว่า"ถ้า..."!!!! หากผู้สอนช่วยให้เขาได้มี Awareness กับความสามารถเหล่านี้ที่เป็นSkill Set และ Experience แล้วสร้างMindset ที่เป็นความเชื่อใหม่ !!! แนวทางชวนคิดคือหยิบคำว่า "ถ้า.." มาค้นหาว่า หากเราสามารถทำให้ข้อมูลมีความพร้อม เกิดประโยชน์อย่างไร ?? หากเราสามารถเตรียมการรับมือล่วงหน้ากับOrder ที่มีแนวโน้มจะด่วนอยู่บ่อยๆ เกิดประโยชน์อย่างไร ?? หากเราสามารถฝึกพัฒนาลูกน้องให้มีทักษะ ความชำนาญได้มากขึ้น เร็วขึ้น เกิดประโยชน์อย่างไร ?? เพื่อให้เขามีMindset ตามแบบ Kaizen จากนั้นเราจึงสามารถเลือกให้Methodology ที่เป็นTools ต่างๆเช่น 5M1E, ผังก้างปลา , ECRS เพื่อให้เขาสามารถนำไปวิเคราะห์เชิงลึก ไปค้นหาแนวทางจัดการใหม่ๆ และพัฒนาตัวเขาเองต่อไป กระบวนการทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมดำเนินการสอนอยู่ แต่เพิ่งมาตกผลึก ถอดบทเรียนของตัวเองในช่หลังๆ จึงทำให้รู้สึกสนุกกับ Awareness ของตัวเองแบบนี้ครับ